Google Trends เผยชาวสหราชอาณาจักรค้นหา “ออกจาก EU แล้วเป็นอย่างไร” (Brexit) เพิ่มขึ้น

Google Trends เผยชาวสหราชอาณาจักรค้นหา “ออกจาก EU แล้วเป็นอย่างไร” (Brexit) เพิ่มขึ้น

Brexit อัพเดทข่าวไอทีกับ 1000TIPsIT Google Trends รายงานแนวโน้มการค้นหาข้อมูลของคนในสหราชอาณาจักร หลังจากผล Brexit หรือการลงประชามติที่สรุปว่าต้องการออกจากสหภาพยุโรป โดยคำค้นว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราต้องออกจากสหภาพยุโรป” (what happens if we leave the EU) เพิ่มขึ้นถึง 250% หลังการประกาศผลประชามติ นอกจากนี้ยังมีคำค้นที่เกี่ยวกับสหภาพยุโรป หรือ EU ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นมากหลังประกาศผล อาทิเช่น “อะไรคือ EU” หรือ “EU มีประเทศใดบ้าง” นอกจากนี้คำค้นอื่นที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ก็มีทั้ง “หนังสือเดินทางไอร์แลนด์” หรือปริมาณการค้นเกี่ยวกับเงินปอนด์ ของอังกฤษ ก็เพิ่มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Google

ออกจาก EU แล้วเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตามต้องระมัดระวังว่า Google Trends รายงานปริมาณการค้นแบบเทียบอัตราส่วน ไม่ได้ระบุว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใดครับ

Brexit คืออะไร

และจะมีผลกับการเมืองและเศรษฐกิจโลกอย่างไร หลายฝ่ายบอกว่านี่คือความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว เมื่อสองสามปีก่อน คำว่า Grexit (Greece+Exit คือความเสี่ยงที่กรีซอาจจะต้องออกจากยูโรโซน) เป็นความเสี่ยงที่สำคัญ และพูดถึงกันค่อนข้างมาก แต่มาในวันนี้ Brexit กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่พูดถึงกันไม่ได้แล้ว

อะไรเป็นอะไร

Brexit มาจากคำว่า Britain+Exit คือความเสี่ยงที่สหราชอาณาจักร (United Kingdom หรือ Great Britain) หรือที่คนไทยมักจะเรียกกันว่า “อังกฤษ” (England) จนเคยชิน อาจจะออกจากสหภาพยุโรป (European Union) ทำความเข้าใจกันนิดหนึ่งก่อนนะครับ ว่าสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีประเทศอยู่ภายในประเทศอีกที คือประกอบไปด้วย อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ (สังเกตว่าเวลาพูดถึงประเทศทางการเมืองและเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่จะใช้ United Kingdom กันตลอดเวลา แต่แข่งฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกทีไร เห็นมีเข้าแข่งกันสามสี่ทีมเลย) และสหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร (งงหรือยังครับ)

สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง (politico-economic union) ที่ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกในยุโรป 28 ประเทศ มีขนาดของตลาดในแง่ GDP ใหญ่ที่สุดในโลก (พอๆ กับสหรัฐอเมริกา) แต่ก็มีบางประเทศในยุโรปที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เช่น นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหภาพยุโรปเป็นมากกว่าเขตการค้าเสรีหรือ “customs union” เพราะไม่เพียงสินค้าและบริการจะสามารถเข้าออกประเทศสมาชิกได้อย่างเสรีแล้ว แรงงานและทุนก็สามารถเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้อย่างเสรี แปลว่าคนในประเทศสมาชิก สามารถเดินทางไปหางานในอีกประเทศได้ และทุนสามารถเคลื่อนย้ายกันได้อย่างเสรี เพื่อทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ สหภาพยุโรปจึงต้องมีอำนาจเหนือรัฐสมาชิกในการออกกฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่อควบคุมบางเรื่องให้สอดคล้องกันทั่วสหภาพยุโรป และบังคับใช้ได้ในทุกประเทศสมาชิก และสหภาพยุโรปมีสถาบันที่มีลักษณะเหมือนรัฐเหนือรัฐ เช่น มีรัฐสภายุโรป (European Parliament) และศาลยุติธรรมยุโรป (European Court of Justice) เพื่อออกกฎหมายและแก้ไขข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่คล้ายการคลังของรัฐเหนือรัฐ ในการเก็บเงินจากประเทศต่างๆ แล้วเอาไปกระจายให้กับประเทศสมาชิก พวกอำนาจพวกนี้แหละครับ นำไปสู่คำถามว่า ไปลดอำนาจอธิปไตยของประเทศสมาชิกหรือเปล่า กฎระเบียบต่างๆ ของสหภาพยุโรปมีประโยชน์หรือกลายเป็นต้นทุนของรัฐกันแน่ และต้นทุนกับประโยชน์ของการเป็นสมาชิกนั้นอย่างไหนเยอะกว่ากัน และมันคุ้มกันหรือไม่ ประเด็นพวกนี้มีการพูดถึงกันมาตลอด แต่เริ่มเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีปัญหาผู้อพยพในยุโรป หลายคนที่อยากให้รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมเขตแดนเพื่อลดจำนวนผู้อพยพ แต่ก็ทำไม่ได้เต็มที่เพราะไปขัดกับกฎของสหภาพยุโรป

แล้วทำไมต้องทำประชามติ

ประเด็นพวกนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองในสหราชอาณาจักรมากขึ้นเรื่อยๆ จนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่มีนโยบายสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป เริ่มได้คะแนนเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ จนพรรคการเมืองหลักอย่างพรรคอนุรักษ์นิยม และพรรคแรงงาน เริ่มจะเก็บประเด็นนี้ไว้ใต้พรมไม่ได้ ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว David Cameron จึงประกาศว่า ถ้าชนะการเมืองตั้ง จะเอาประเด็นนี้มาให้ประชาชนโหวตตัดสินกันเลย และจะเจรจากับสหภาพยุโรป เพื่อปฏิรูปข้อกำหนดสหภาพยุโรป และขอเงื่อนไขที่ดีขึ้นต่อสหราชอาณาจักร และเมื่อชนะการเลือกตั้ง David Cameron จึงต้องทำตามสัญญาจัดทำประชามติทั่วประเทศ จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรง ที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน แม้ว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนว่าสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป แม้แต่รัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกันยังเห็นไม่ตรงกัน และรัฐมนตรีบางคนเป็นแกนนำในการรณรงค์ให้ออกจากสหภาพยุโรปเสียด้วย (ไม่มีกฎหมายห้ามเหมือนบางประเทศนะครับ)

เหตุผลฝั่งสนับสนุนให้ออก

เหตุผลของฝั่งสนับสนุนดูจะเป็นเหตุผลด้านการเมืองเสียมาก ฝั่งสนับสนุนมองว่า การอยู่ในสภาพยุโรปมีโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตย และการออกกฎหมาย (โดยเฉพาะจากกรณีผู้อพยพ) และเห็นว่ากฎระเบียบต่างๆ จากสหภาพยุโรปเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ต้นทุนทางการคลังก็เสียไปเปล่าๆ นอกจากนี้ ฝ่ายสนับสนุนเชื่อว่าต้นทุนการออกจากสหภาพยุโรปไม่น่าจะมาก เพราะยังไงน่าจะเจรจากันได้ และยุโรปก็ต้องพึ่งพาสหราชอาณาจักรเหมือนกัน

เหตุผลฝ่ายให้อยู่ต่อ

ฝ่ายที่อยากให้อยู่ต่อ กังวลว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจของการออกจากสหภาพยุโรปอาจจะสูงมาก และความไม่แน่นอนหลักจากออกจากสหภาพยุโรปอาจจะมีสูงจนทำให้การลงทุนและเศรษฐกิจหยุดชะงักได้ เพราะไม่เคยมีใครออกจากสหภาพยุโรป จึงไม่รู้ว่าเงื่อนไขหลังจากออกจะเป็นอย่างไร สหราชอาณาจักรได้รับประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของยุโรป การค้าเป็นกว่าร้อยละ 60 ของเศรษฐกิจ และกว่าครึ่งเป็นการค้ากับสมาชิกในสหภาพยุโรป ที่ไม่มีกำแพงภาษีระหว่างกัน ถ้าออกจากการเป็นสมาชิก นั่นอาจจะหมายความว่าสินค้าและบริการระหว่างสหราชอาณาจักร กับประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปอาจจะต้องมีภาษีนำเข้าระหว่างกัน สหภาพยุโรปจะยอมให้สหราชอาณาจักรได้ปรับประโยชน์เสมือนเป็นประเทศในเขตการเสรีหรือไม่ ถ้าให้จะต้องจ่ายด้วยอะไร แล้วการค้ากับประเทศอื่นๆ ที่สหภาพยุโรปมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีแล้วล่ะ สหราชอาณาจักรต้องไปนั่งเจรจาทีละประเทศหรือเปล่า แล้วระหว่างนั้นการค้าจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังเป็นศูนย์กลางการลงทุนและศูนย์กลางทางการเงินของยุโรป เพราะได้ประโยชน์จากเงื่อนไขและกฎระเบียบที่ใช้เหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งสหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสหภาพยุโรป แล้วสหภาพยุโรปไม่ยอมรับระเบียบการดูแลสถาบันการเงินของสหราชอาณาจักรขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันการเงินที่ใช้ลอนดอนเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงว่าสหราชอาณาจักรอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ถ้าออกจากสหภาพยุโรป เพราะไอร์แลนด์เหนือและสกอตแลนด์ที่มีทีท่าอยากแยกตัวจากสหราชอาณาจักรอยู่แล้ว อาจใช้เป็นเงื่อนไขในการทำประชามติอีกรอบ เพื่อจะอยู่ต่อกับสหภาพยุโรป

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจริงๆ ต่อเศรษฐกิจค่อนข้างยากที่จะประเมิน เพราะมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงเกี่ยวกับเงื่อนไขหลักจากการโหวตไปแล้ว และนักวิเคราะห์หลายคนมีประมาณการที่ต่างกันค่อนข้างมาก ตั้งแต่บวกยันลบ (อาจจะขึ้นอยู่กับความเห็นทางการเมือง) แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการออกจากสหภาพยุโรปออกมาเตือนกันค่อนข้างเยอะ ทั้งรัฐบาลสหราชอาณาจักรเอง ผู้นำยุโรป และผู้นำสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IMF และ OECD ยังออกมาเตือนว่า ถ้าสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปจริงๆ อาจจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกอย่างร้ายแรงได้ (และดันมาทำกันตอนเศรษฐกิจโลกเปราะบางเสียด้วย) และประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกยกขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ แม้แต่ธนาคารกลางอังกฤษ ยังบอกว่าจะต้องเตรียมมาตรการรับมือกรณีที่ต้องออกจากสหภาพยุโรปจริงๆ หรือกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ ยังบอกว่าการลงประชามติอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจ

Too close to call

ผลการสำรวจประชามติ (ตามดูได้ที่นี่) ที่ผ่านมายังคงค่อนข้างใกล้กันมาก แม้ฝ่ายสนับสนุนให้อยู่ต่อจะมีคะแนนนำอยู่เล็กน้อย แต่ฝ่ายที่ยังไม่ตัดสินใจยังคงมีมาก และสามารถเปลี่ยนผลการลงคะแนนได้แบบสบายๆ (ตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น ผลจากเว็บไซต์พนันต่างๆ ให้โอกาสอยู่ต่อเยอะกว่าพอสมควร)

Too close to call

อย่างไรก็ดี ตลาดก็ให้ความกังวลประเด็นนี้ค่อนข้างมาก ค่าเงินปอนด์อังกฤษหล่นไปอยู่ระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปี และราคาหุ้นบริษัทที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการออกจากสหภาพยุโรปก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

Britain+Exit

ติดตามข่าวสารกันดีๆ เพราะอาจจะมีผลกระทบลามมาถึงเราได้เหมือนกัน แต่ถ้าให้ผมเดาวันนี้ผมเดาว่าผลโหวตออกมาไม่น่าออกครับ เพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนน่าจะมีเยอะจนไม่กล้าโหวตออกกัน คล้ายๆ กับตอนที่สกอตแลนด์โหวตเมื่อปีก่อน แต่นี่เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ ที่มา – thaipublica , blognone

• เรื่องอื่นที่น่าสนใจ •

แจกเน็ตฟรี 10GB อัพสปีดเน็ตบ้าน 100 Mbps นาน 30 วัน วิธีใช้เน็ตมือถือเพิ่ม ไม่ต้องลงทะเบียน 3 ขั้นตอนง่ายๆ

แจกเน็ตฟรี 10GB อัพเดทข่าวไอทีกับ 1000TIPsIT โควิด - ใช้เน็ตมือถือเพิ่มฟรี / เมื่อวันที่ 31 มี.ค...

admin

31/03/2020