Apple เปิดตัว iOS 11 อย่างเป็นทางการ มีอะไรใหม่ iOS Device รุ่นไหนไม่ได้ไปต่อ?


iOS 11 อัพเดทข่าวไอทีกับ 1000TIPsIT ที่งาน WWDC 2017 เมื่อคืนนี้ ไฮไลท์สำคัญของงาน กับการเปิดตัว iOS 11 อย่างเป็นทางการ โดยการอัพเกรดซอฟท์แวร์ครั้งใหญ่ที่สุดบน iPad พร้อมกับรองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AR สำหรับ iOS 11 มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่เพียบ ไม่ว่าจะเป็น Messages, Apple Pay, Siri, Camera และอื่นๆ สำหรับรายละเอียดการอัพเดทั่งหมดมีดังต่อไปนี้

WWDC 2017

iOS 11 มีอะไรใหม่

1. Messages

Messages

  • Messages มีการปรับดีไซน์ในส่วนของ App Drawer ใหม่ ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • สามารถเข้าถึงสติกเกอร์ได้สะดวกขึ้น ทำให้สามารถตกแต่งข้อความ หรือแชร์รูป และอื่น ๆ ได้ง่ายกว่าเดิม
  • ข้อความบน Messages จะถูกสำรองข้อมูล (back up) บน Cloud ทำให้สามารถเปิดอ่านข้อความได้ทั้งบน iOS และ macOS (ที่มีการใช้ Apple ID เดียวกัน) ในกรณีที่มีการเปลี่ยนเครื่องใหม่ ก็สามารถถ่ายโอนข้อความเดิมลงเครื่องใหม่ได้

2. Apple Pay

Apple Pay

  • เพิ่มฟีเจอร์ Person-to-Person Payment รองรับการโอนเงินระหว่างบุคคล
  • ทำงานร่วมกับแอพพลิเคชัน Messages สามารถโอนเงินผ่านทางแอพฯ Messages ได้

3. Siri

Siri

  • Siri ปรับปรุงเสียงพูดใหม่ ให้ความเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • เพิ่มฟีเจอร์ Translation รองรับการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาอื่น ยกตัวอย่าง อยากจะพูดคำว่า สวัสดี เป็นภาษาจีน ก็ให้พูดคำ ๆ นั้นเป็นภาษาอังกฤษกับ Siri และ Siri จะแปลเป็นภาษาจีนให้ โดยในตอนนี้รองรับเฉพาะแค่ 5 ภาษาเท่านั้น ได้แก่ ภาษาจีน, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาเยอรมัน, ภาษาอิตาลี และภาษาสเปน
  • Siri รองรับการทำงานหลากหลายมากขึ้น เช่น โน้ตและการแจ้งเตือน, รายการที่ต้องทำ (To-do-list) เป็นต้น
  • SiriKit สำหรับนักพัฒนา สามารถปรับแต่ง Siri เข้ากับแอพฯ ของตนเองได้

4. Camera

Camera

  • โหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait Mode) รองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
  • Live Photos มีลูกเล่นมากขึ้น มาพร้อมกับเอฟเฟกต์ใหม่ Loop เปลี่ยน Live Photos ให้เป็นวีดีโอแบบวนลูป และ Bounce เปลี่ยนรูป Live Photos เป็นแบบเด้งหน้าเด้งหลัง กลับไปกลับมา
  • Long Exposure เปิดรับแสงนานขึ้น ทำให้สามารถภาพเอฟเฟกต์สวย ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ภาพสายน้ำตกแบบฟุ้ง หรือภาพของแสงไฟต่าง ๆ ที่เป็นเส้น ซึ่งปกติทำได้บนกล้องแบบ DSLR เท่านั้น

5. Photos

Photos

  • โหมดภาพยนตร์ Memory สามารถเล่นได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
  • เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า High Efficiency Image File Format (HEIF) ลดขนาดไฟล์ภาพที่ถ่ายด้วย iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

6. Control Center

Control Center

  • มีการออกแบบใหม่ เข้าถึงการควบคุมทั้งหมดได้ในหน้าเดียว (จากเดิมมี 2 หน้า หน้าแรกเป็นหน้าของการควบคุมหลัก ๆ ส่วนหน้าที่สอง เป็นการควบคุมเพลง)
    หน้า Lock Screen ใหม่ สามารถดูการแจ้งเตือนทั้งหมดได้ในที่เดียว

7. Apple Maps

Apple Maps

  • เพิ่มแผนที่ในอาคาร สำหรับสนามบินและศูนย์การค้าหลัก ๆ ทั่วโลก
  • สามารถค้นหาร้านอาหาร หรือร้านต่าง ๆ ในตัวอาคารได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่ม Lane Guidance แนะนำเส้นทางเพื่อไม่ให้พลาดทางเลี้ยวหรือทางออก

8. CarPlay

CarPlay

  • เพิ่มฟีเจอร์ Do Not Disturb ห้ามรบกวนขณะขับรถ โดย iPhone สามารถรับรู้ได้ว่า ผู้ใช้กำลังขับรถอยู่ และจะคอยกันสายเรียกเข้า หรือข้อความต่าง ๆ ไม่ให้รบกวนขณะขับรถ พร้อมกับส่งข้อความไปหาผู้ที่กำลังติดต่อเข้ามาว่า เรากำลังขับรถอยู่

9. แอพพลิเคชั่น Home

  • รองรับอุปกรณ์เสริมได้หลากหลายประเภทมากขึ้น
  • รองรับการทำงานร่วมกับ AirPlay 2 และรองรับวิธีอื่น ๆ ในการสั่งให้อุปกรณ์ในบ้านทำงานแบบอัตโนมัติ

10. AirPlay 2

AirPlay 2

  • มาพร้อมกับเสียงแบบ Multi-room สามารถเปิดเพลงในห้องนั่งเล่น และห้องครัวได้พร้อมกัน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมลำโพงโดยใช้ Control Center,  แอพฯ Home หรือ Siri ได้อย่างง่ายดาย

11. Apple Music

Apple Music

  • ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Profile ให้เพื่อนกดติดตามได้ และฟังเพลงจาก Playlist ที่แชร์ไว้ได้
  • เพิ่มวิธีการหาเพลงใหม่ ให้เพื่อนช่วยหาเพลง แจ้งให้ทราบว่า เพื่อนของเรากำลังฟังเพลงอะไรอยู่ (โดยเพื่อนต้องเป็นสมาชิก Apple Music ด้วย)

12. App Store

App Store

  • ออกแบบใหม่ให้ค้นหาแอพฯ และเกมได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน
  • เพิ่มเรื่องราวเบื้องหลังและบทบรรณาธิการ อัปเดตแบบรายวันในส่วนของ Today
  • เพิ่มเรื่องราวที่น่าสนใจ, บทสัมภาษณ์, เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์ และแนะนำแอพพลิเคชันที่ไม่ควรพลาด
  • In-App Purchase ปรับปรุงใหม่ ซื้อง่ายขึ้นกว่าเดิม

นอกเหนือจาก 12 ฟีเจอร์ใหม่ในข้างต้นแล้ว iOS 11 เริ่มก้าวเข้าสู่เทคโนโลยี AR (Augment Reality) ด้วยการสาธิตการทำงานของแพลตฟอร์ม AR บน iOS พร้อมกับแนะนำเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมให้สามารถสร้างคอนเทนต์ใหม่ ๆ กับแอพพลิเคชันของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็น CoreML สร้างแอพฯ ที่ฉลาดขึ้น ผสานเข้ากับ Machine Learning ระบบการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ, HomeKit เข้าถึงได้มากกว่าเดิม เพิ่มวิธีการใหม่ ๆ ในการยืนยันสิทธิ์ด้วยซอฟท์แวร์, SiriKit สามารถผนวก Siri เข้ากับแอพฯ ของตนเองได้ และ MusicKit ผนวกคุณสมบัติต่าง ๆ ของ Apple Music กับแอพฯ ของตนเอง

อุปกรณที่รอบรับ iOS 11

อุปกรณที่รอบรับ iOS 11

iOS 11 รองรับทั้งบน iPhone, iPad และ iPod Touch ดังนี้

  •  iPhone 5S
  • iPhone SE
  • iPhone 6
  • iPhone 6 Plus
  • iPhone 6S
  • iPhone 6S Plus
  • iPhone 7
  • iPhone 7 Plus
  • ไม่รองรับบน iPhone 5 แล้ว
  • iPad mini 2
  • iPad mini 3
  • iPad mini 4
  • iPad 5
  • iPad Air
  • iPad Air 2
  • iPad Pro 9.7
  • iPad Pro 10.5
  • iPad Pro 12.9
  • iPod Touch 6

ดาวน์โหลดและติดตั้ง iOS 11 ได้เมื่อไหร่

iOS 11 เปิดให้นักพัฒนาดาวน์โหลดไปทดสอบแล้ววันนี้ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ https://developer.apple.com และจะเปิดแบบ Public Beta ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ส่วนเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป คาดว่าน่าจะเปิดให้ดาวน์โหลดกันในเดือนกันยายนนี้ ช่วงที่ iPhone 7S, iPhone 7S Plus (และอาจจะมี iPhone 8 ด้วย) เปิดตัวนั่นเอง หากมีความคืบหน้าของ iOS 11 จะรายงานให้ทราบกันต่อไปครับ

ที่มา – techmoblog



Author : admin

Teepakorn Marangsri ด้วยความหลงไหลในโลกไอที เพื่อพี่น้องได้รับข่าวสารไอทีอย่างครบถ้วน ไม่ได้อวดเก่ง แต่ผมมีความสุข เมื่อได้เผยแพร่ความรู้ ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แสดงความคิดเห็น